สรุปดีล IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX: ถอดบทเรียน Facebook ปี 2012 กับความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง
SpaceX บริษัทเทคโนโลยีอวกาศของ อีลอน มัสก์ กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุด โดยตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางมูลค่ากิจการที่พุ่งสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจาก Business Insider ได้ออกมาเตือนให้ระวัง โดยเปรียบเทียบดีลนี้กับกรณีการ IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 ที่เคยกระแสแรงมากแต่สุดท้ายราคาหุ้นกลับดิ่งลงกว่า 50% ในเวลาต่อมา
4 ความเสี่ยงสำคัญที่ถอดรอยแผลเก่าของ Facebook
- สัดส่วนนักลงทุนรายย่อยสูงเกินไป (30%): SpaceX จัดสรรหุ้นให้รายย่อยสูงมาก ซึ่งนักวิเคราะห์กังวลว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันไม่ได้แรงอย่างที่คิด และรายย่อยอาจกลายเป็น "ผู้รับไม้ต่อ" เพื่อให้ผู้ถือหุ้นยุคแรกเทขายทำกำไร
- โมเดลธุรกิจอวกาศยังไม่ทำกำไรจริง: แผนการสร้างศูนย์ข้อมูลในวงโคจรและการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยยังฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งบริษัทวิจัย Morningstar ประเมินว่าโอกาสที่จะทำสำเร็จจริงภายในปี 2040 มีเพียง 4% เท่านั้น
- มูลค่าบริษัทแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน: แม้ปีที่ผ่านมา SpaceX จะขาดทุนไปถึง 5 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับเข้าตลาดด้วยมูลค่าที่สูงติดอันดับโลก โดย Morningstar ชี้ว่าราคาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 63 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายจริงถึง 53%
- หุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำมาก (Free Float 5%): การปล่อยหุ้นออกสู่ตลาดเพียงน้อยนิดจะทำให้ราคาผันผวนรุนแรงในช่วงแรก และต้องจับตาแรงเทขายครั้งใหญ่จากคนวงในหลังจากหมดช่วงห้ามขาย (Lock-up period) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: "ควรรอ...อย่าเพิ่งรีบกระโดดเข้าใส่"
เสียงส่วนใหญ่จากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนแนะนำให้ "ชะลอการลงทุนในวันแรก" โดยมีมุมมองที่น่าสนใจดังนี้
- เสี่ยงเจอระบบเทรดอัตโนมัติรับน้อง: รายย่อยอาจเสียเปรียบในสนามที่มีแต่บอตและเครื่องมือทางการเงินซับซ้อนของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งจะทำให้ราคาผันผวนหนักในระยะสั้น
- สถิติชี้มักมีการปรับฐาน: จากประวัติการ IPO ของหุ้นเทครายใหญ่ 30 ครั้งล่าสุด พบว่าแม้สัปดาห์แรกราคาจะขึ้น แต่ภายในปีแรกมักมีการปรับฐานลงเฉลี่ยสูงสุดถึง 55% ดังนั้นจึงมีจังหวะที่ดีกว่ารออยู่แน่นอน
- มุมมองสวนกระแส: มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนแนะนำให้ซื้อติดพอร์ตไว้เพียงเล็กน้อย (ราว 2%) แล้วถือยาวเพื่อไม่ให้พลาดเทรนด์อนาคต เพราะความต้องการหุ้นตัวนี้ในตลาดภาพรวมยังคงหนาแน่น
การ IPO ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่มักเป็นเพียงเครื่องมือ "ปลดล็อกสภาพคล่อง" ให้คนเก่าแก่ออกของ มากกว่าจะเป็นโอกาสทองครั้งเดียวในชีวิตของรายย่อย เหมือนเช่นกรณี Meta (Facebook) ที่ต้องใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P 500 ดังนั้น... สายใจเย็นน่าจะได้เปรียบที่สุดในดีลนี้ครับ