Apple สั่งลดการผลิต iPhone 18 Pro หลังราคาพุ่งกดดันความต้องการซื้อในตลาด
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า Apple ได้เริ่มสั่งให้ซัพพลายเออร์ลดการผลิตชิ้นส่วนสำหรับ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ลงประมาณ 15–20% ในช่วงเดือนตุลาคม เนื่องมาจากความต้องการในตลาดต่ำกว่าที่คาดไว้ หลังจากบริษัทยอมปรับขึ้นราคาจำหน่ายอันเป็นผลมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำและวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
Key Highlights
- ลดคำสั่งซื้อชิ้นส่วน: ซัพพลายเออร์ระบุว่าคำสั่งซื้อชิ้นส่วนรุ่นพรีเมียมในเดือนตุลาคมถูกปรับลดลงอย่างน้อย 15–20% เนื่องจากยอดจองและยอดขายช่วงแรกชะลอตัว
- ปัจจัยด้านราคา: Apple ปรับขึ้นราคา iPhone 18 Pro และ Pro Max อีกรุ่นละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (เริ่มต้นที่ 1,199 และ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ) ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
- ปรับกลยุทธ์การเปิดตัว: ปีนี้ Apple เลือกเปิดตัวเฉพาะรุ่นพรีเมียมก่อน แล้วจึงเก็บรุ่นมาตรฐาน (iPhone 18) และ iPhone Air ไปเปิดตัวช่วงต้นปีหน้า ส่งผลให้ยอดสั่งชิ้นส่วนรวมในช่วงครึ่งปีหลังดูเบาบางลงกว่าปีก่อนๆ
- วิกฤตชิปหน่วยความจำทั่วโลก: IDC คาดการณ์ว่า ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปีนี้จะหดตัวลงถึง 16.7% ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีสาเหตุหลักมาจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำและราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
วิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบ
แม้ว่ายอดจัดส่งเครื่องจะลดลง แต่ในแง่ของ รายได้รวม Apple อาจยังไม่ได้รับผลกระทบในทันทีเนื่องจากราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่อง (ASP) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 10% อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการรอรับเครื่อง (Lead time) ในกว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่สั้นลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อที่แผ่วลงอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดูสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกอย่าง iPhone Duo (ราคาเริ่มต้น 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ) ที่กำลังจะวางขายว่า อาจเผชิญกับสถานการณ์ความต้องการชะลอตัวในลักษณะเดียวกันจากปัจจัยด้านราคาที่ค่อนข้างสูง
Tags:
ข่าวไอที
