ทำไม "กรีนไฮโดรเจน" ถึงเป็นทางออก และเตือนความเสี่ยงค่าไฟพุ่งจากเทคโนโลยีสะอาดที่ประเมินต้นทุนต่ำเกินจริง
ในงานสัมมนา BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” จัดโดยฐานเศรษฐกิจร่วมกับโพสต์ทูเดย์ ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพ ราชประสงค์ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกที่น่าสนใจและส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจรวมถึงกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน เกี่ยวกับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026)
1. ความน่ากังวล: ตัวเลขค่าไฟในแผน PDP 2026 อาจ "ถูกเกินจริง" ร่างแผน PDP 2026 ประเมินว่าค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผน 25 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 3 บาทเศษถึงเกือบ 4 บาทต่อหน่วย โดยมีอัตราการปรับขึ้นเฉลี่ยเพียง 0.3% - 0.4% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศ อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล เตือนว่าสมมุติฐานต้นทุนของเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำหลายอย่างถูกกดไว้ต่ำเกินความเป็นจริง เช่น:
- เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): ประเมินต้นทุนค่าไฟในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้เพียง 2.00 - 2.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งในความเป็นจริงเทคโนโลยีนี้ยังใหม่และมีต้นทุนการพัฒนาสูงมาก
- เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS): ประเมินไว้ที่ 135 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งอาจต่ำกว่าต้นทุนจริงในการติดตั้งและบริหารจัดการระยะยาว
ผลกระทบ: เมื่อต้นทุนจริงของ SMR และ CCS สูงกว่าที่ประเมินไว้ ในที่สุดภาระต้นทุนส่วนเพิ่มเหล่านี้จะถูกแฝงเข้ามาในโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟในอนาคต แพงกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ในแผนอย่างแน่นอน
2. ข้อเสนอหลัก: ดัน "กรีนไฮโดรเจน" (Green Hydrogen) กลับมาเป็นแกนหลัก
ในร่างแผน PDP 2026 ฉบับปัจจุบัน บทบาทของไฮโดรเจนถูกลดความสำคัญลงไปอยู่ในกลุ่ม "เทคโนโลยีใหม่" (New Technology) ทั้งที่ในแผนก่อนหน้านี้เคยถูกวางไว้เป็นตัวเลือกหลักในการนำมาเผาไหม้ผสมเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ
ทำไมต้องเป็น กรีนไฮโดรเจน?
- ต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว: งานวิจัยและการพัฒนาทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมาก คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ต้นทุนของกรีนไฮโดรเจนจะลดลงจนสามารถแข่งขันกับก๊าซธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ (ซึ่งก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จากความผันผวนและสงครามในต่างประเทศ)
- อานุภาพหลากหลาย (Versatility): กรีนไฮโดรเจนไม่ได้มีประโยชน์แค่การนำมาหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก ภาคการขนส่ง/ยานยนต์พลังงานสะอาด และภาคบ้านเรือนได้อีกด้วย
3. ทางเลือกแผนพลังงาน และภาระการเปลี่ยนผ่าน 700,000 ล้านบาท
เมื่อคำนวณมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) จากทั้งหมด 4 ทางเลือกในร่าง PDP 2026 พบว่า ทางเลือกที่ 3 มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนมูลค่าปัจจุบันต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 3.385 บาทต่อหน่วย และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นๆ
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จะก่อให้เกิด ต้นทุนส่วนเพิ่มอย่างน้อย 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินลงทุนในระบบพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยี CCS เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
4. ข้อเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรม 3 ประการ
เพื่อไม่ให้ภาระ 700,000 ล้านบาท ตกอยู่กับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าธรรมดามากเกินไป ศ.ดร.พรายพล ได้เสนอหลักการจัดสรรภาระต้นทุนที่เป็นธรรม 3 ข้อ:
- หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): ใช้กลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตตามกฎหมายใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ใช้ระบบ CCS สามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต นำเงินมาจูงใจและลดภาระที่จะผลักมายังผู้ใช้ไฟฟ้า
- หลักความสามารถในการจ่าย (Ability to Pay): คงและพัฒนาระบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (ขั้นบันได) พร้อมมีมาตรการอุดหนุนคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็กและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
- หลักความเป็นธรรมระหว่างรุ่น (Intergenerational Equity): กระจายภาระการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานให้อยู่ในระยะยาวอย่างเหมาะสม ไม่เร่งจัดเก็บภาระหนักเกินไปจากคนรุ่นปัจจุบันเพื่อผลประโยชน์ของคนรุ่นอนาคต