สแกน 4 ทางเลือก PDP 2026: ไทยพึ่งก๊าซ 12 ปี ก่อนผ่าทางแยกเทคโนโลยีมุ่ง Net Zero
สนพ. เผยร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593–2598 โดยแบ่งการดำเนินงานเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน 12 ปีแรกที่ยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติควบคู่กับพลังงานหมุนเวียน ก่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงเทคโนโลยีหลังปี 2581
5 ปัจจัยกดดันบีบปรับโครงสร้างพลังงาน
- ความต้องการพลังงานสะอาด: แรงกดดันจากมาตรการการค้าโลกอย่าง CBAM
- การเติบโตของ AI & Data Center: ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการไฟฟ้ามหาศาลและต้องเป็นพลังงานสะอาด
- พฤติกรรม Prosumer: ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น แต่ยังต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าหลักเป็นระบบสำรอง
- การกระตุ้นใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): นโยบายส่งเสริม EV สร้างปริมาณความต้องการไฟฟ้าในรูปแบบใหม่
- กฎหมายและภาษีคาร์บอน: ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ Carbon Tax ที่กระทบต้นทุนธุรกิจ
เป้าหมายการลดคาร์บอนและกรอบดำเนินงาน
ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคไฟฟ้าจาก 120 ล้านตันในปี 2569 ให้เหลือเพียง 19 ล้านตันในปี 2593 โดยในช่วง 12 ปีแรก (2569–2581) จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก เสริมด้วยพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) พลังงานน้ำสูบกลับ และศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมกำหนดเกณฑ์ความมั่นคง LOLE ให้ไฟดับไม่เกิน 0.7 วันต่อปี และคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยให้อยู่ที่ 3.80 – 4.50 บาทต่อหน่วย
4 ฉากทัศน์ทางเลือกหลังปี 2581
- Case 1 (Base Case): ปรับลดตามกรอบเดิม ปล่อย CO2 ที่ 66 ล้านตัน ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมาย Net Zero
- Case 2 (CCS Focus): เน้นใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ร่วมกับโรงไฟฟ้าก๊าซฯ เพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิม ลด CO2 เหลือ 19 ล้านตัน
- Case 3 (Maximum RE): ใช้พลังงานหมุนเวียนสูงถึง 89% และฟอสซิล 11% ลด CO2 เหลือ 19 ล้านตัน แต่ต้องลงทุนระบบส่งและแบตเตอรี่สูงถึง 7 แสนล้านบาท
- Case 4 (Hybrid / Balanced Case): ทางสายกลาง ผสมผสานพลังงานหมุนเวียน 79% และก๊าซฯ ร่วมกับ CCS อีก 21% เพื่อลด CO2 เหลือ 19 ล้านตัน พร้อมรักษาความมั่นคงและคุมต้นทุนค่าไฟ