ปลดล็อก Smart Grid ไทย อุปสรรคจริงไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือกติกาและโครงสร้างเดิม
ประเทศไทยเริ่มใช้ไฟฟ้าใกล้เคียงกับประเทศฝั่งตะวันตก แต่โครงสร้างระบบไฟฟ้าปัจจุบันยังคงติดกับดักระบบ "ผู้ซื้อรายเดียว" (Enhanced Single Buyer: ESB) ที่เน้นการรวมศูนย์โดยมี กฟผ., กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้เล่นหลัก ซึ่งออกแบบไว้เพื่อความมั่นคงของพลังงานในอดีต แต่เริ่มไม่สอดรับกับเทคโนโลยียุคปัจจุบัน
ทำไมเทคโนโลยีพร้อม แต่ Smart Grid ไทยยังไม่เกิดเต็มตัว?
- กติกาตามเทคโนโลยีไม่ทัน: ปัจจุบันเกิดผู้เล่นใหม่ เช่น Prosumer (ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง เช่น ติด Solar Rooftop), VPP (โรงไฟฟ้าเสมือน), V2G (รถยนต์ไฟฟ้าที่จ่ายไฟกลับเข้าระบบ) และ Aggregator (ผู้รวบรวมพลังงาน) แต่ระบบกฎหมายเดิมยังไม่มีบทบัญญัติรองรับสถานะทางกฎหมายของผู้เล่นเหล่านี้อย่างชัดเจน
- TPA Code ยังขาดแนวทางปฏิบัติ: แม้ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 (มาตรา 81) ไม่ได้ห้ามการเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใช้โครงข่ายไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) แต่ในทางปฏิบัติยังขาดกติกาที่ชัดเจน ทั้งเรื่องการจัดสรรความจุของระบบ (Grid Capacity), ค่าบริการ (Wheeling Charge) และการรักษาความมั่นคงของระบบ
- เรื่องของข้อมูลพลังงาน: การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน (P2P Energy Trading) ต้องใช้นวัตกรรม Smart Meter และระบบจัดการข้อมูล คำถามสำคัญจึงขยายไปสู่เรื่อง Data Governance, Cybersecurity และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลพลังงาน
ทางออกในการเปลี่ยนผ่าน
ภาครัฐโดย กกพ. ได้เริ่มทดลองนวัตกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่ผ่าน ERC Sandbox รวมถึงเตรียมผลักดัน Direct PPA (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง) สำหรับ Data Center และภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกที่แท้จริงต้องอาศัยการปรับตัว 7 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การเปิดโครงข่าย (TPA), การเปิดข้อมูล (Data & Smart Meter), การเปิดตลาดซื้อขาย, การปรับบทบาทผู้บริหารระบบจำหน่าย (DSO), การกำหนดราคาโครงข่ายที่เป็นธรรม, การตรากฎหมายรองรับผู้เล่นใหม่ และการแยกบทบาทผู้ดูแลโครงข่ายเพื่อสร้างการแข่งขันอย่างเท่าเทียม
Tags:
ข่าวไอที