ส่องทิศทาง "คมนาคมยุคใหม่" ของไทย
รู้หรือไม่ว่า "ภาคขนส่งทางถนน" คือตัวการใหญ่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 96.64% ของภาคคมนาคมทั้งหมด! รัฐบาลจึงต้องคลอดแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก (พ.ศ. 2564–2573) โดยตั้งเป้าลดให้ได้ถึง 45.61 ล้านตันคาร์บอนฯ ผ่าน 6 มาตรการหลัก แต่หัวใจสำคัญที่เป็นทีเด็ดมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกันครับ:
1. ยุทธศาสตร์ "ชาร์จพลัง EV" (เป้าหมายลดสูงสุด 28.29 ล้านตัน)
มาตรการนี้มาแรงและเห็นผลชัดที่สุดผ่านนโยบาย 30@30 (ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไร้มลพิษให้ได้ 30% ภายในปี 2573) ซึ่งตอนนี้สถิติล่าสุด (ณ เมษายน 2569) ไทยเรามีรถ BEV จดทะเบียนสะสมทะลุ 447,398 คัน แล้ว!
- รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus): ในกรุงเทพฯ มีวิ่งแล้ว 2,350 คัน และ ขสมก. กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านอีก 1,520 คัน (มาครบภายใน พ.ค. 2570)
- บขส. และอื่น ๆ: บขส. เตรียมปรับรถทางไกลเป็น EV 381 คัน แถมยังมีเรือโดยสารไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยาอีก 41 ลำ และ Airport Taxi EV อีก 101 คัน
2. ยุทธศาสตร์ "โยกจากถนนสู่ระบบราง"
การขนส่งทางรางปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ 0.29% เท่านั้น รัฐบาลจึงเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย:
- ในเมือง: รถไฟฟ้า 14 สาย (553.41 กม.) ตอนนี้เปิดบริการแล้วเกินครึ่ง (279.84 กม.) และกำลังขยายผลไปหัวเมืองภูมิภาคอีก 11 จังหวัด
- ระหว่างเมือง: เร่งสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทางหลัก คือ กรุงเทพฯ-โคราช (คาดเปิดปี 2571) และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (คาดเปิดปี 2573)
ผลลัพธ์ก้าวแรก: เริ่มเห็นผลจริงหรือยัง?
จากรายงานล่าสุด ไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคขนส่งได้แล้ว 8.17 ล้านตันคาร์บอนฯ ซึ่งฮีโร่หลักก็คือ การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ EV และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (ลดได้ 7.59 ล้านตัน) รองลงมาคือรถไฟฟ้าในเมือง และรถไฟทางคู่
แม้เป้าหมาย Net Zero ของไทยจะอยู่ที่ปี 2608 แต่การทรานส์ฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electrification) ในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วครับ เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่มันคือทางรอดของสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไทยในอนาคต
