"TH-AI Passport" งบ 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าจริงหรือแค่โปรเจกต์ละลายแม่น้ำ?

 

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในวงการเทคโนโลยีไทยทันที สำหรับโครงการ TH-AI Passport หรือโครงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับพรีเมียม (เช่น ChatGPT, Claude, Gemini) และหลักสูตรเรียนรู้ฟรีให้คนไทย 5 ล้านคน โดยใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักจากหลายฝ่าย จนล่าสุดกระทรวงดีอี (DE) ต้องยอมเปิดเวทีรับฟังความเห็น และส่งสัญญาณว่า "พร้อมถอย" ไปแก้สัญญา หรืออาจถึงขั้นยกเลิกโครงการหากจำเป็น

โครงการ TH-AI Passport คืออะไร?

จุดเริ่มต้นมาจากกระทรวงดีอีเล็งเห็นว่า แรงงานและประชาชนไทยยังมีอัตราการเข้าถึง AI ต่ำ จึงอยากลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยใช้เงินสะสมจากกองทุนดีอีมาทำโครงการนี้ สิ่งที่ประชาชนจะได้รับคือ:

  • AI ระดับ Pro/Premium จากผู้ให้บริการกว่า 14 ค่าย รวมมากกว่า 30 โมเดล
  • ระบบการเรียนรู้ (LMS) กว่า 130 หลักสูตร (อ้างอิงเกณฑ์ยูเนสโก และคอร์สจาก OpenAI, Google, Microsoft)
  • ระบบสะสมแต้ม ยิ่งเรียน ยิ่งปลดล็อก AI ระดับสูงขึ้น

ข้อกังวลหลัก: อะไรคือ "ความคุ้มค่า"?

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้ตั้งคำถามสำคัญที่รัฐบาลยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ดังนี้:

  1. ตัวชี้วัดคืออะไร? รัฐบาลยังตอบไม่ได้ว่าวัดความสำเร็จของโครงการนี้จากอะไร และปลายทางจะเพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้แค่ไหน
  2. กลุ่มเป้าหมาย 5 ล้านคนคือใคร? จะจัดสรรโควตาให้ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่การแจกสิทธิ์ไปวันๆ

"ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ คงต้องรอสัก 2-3 วัน ให้รัฐบาลเตรียมคำตอบว่าขีดความสามารถทางด้านปัญญาประดิษฐ์ของเรา อะไรคือตัวชี้วัด แล้วปลายทางจากนี้จะเป็นอย่างไร" — ดร.การดี เลียวไพโรจน์

10 ข้อเสนอจากภาคประชาชน เพื่อปิดช่องโหว่และรักษาผลประโยชน์รัฐ

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science ได้เสนอทางออกในการแก้ไขเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 97 โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงดังนี้:

  • จ่ายตามจริงและคืนเงินรัฐ: เอกชนต้องเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงต่อผู้ใช้งาน หากมีผู้ใช้งานจริงน้อยกว่า 5 ล้านคน ต้องคืนเงินส่วนต่างให้รัฐเพื่อป้องกันปัญหากินส่วนต่าง
  • ห้ามนำข้อมูลคนไทยไปฝึก AI: บังคับให้ผู้พัฒนา AI ทำสัญญาห้ามนำข้อมูล (Prompt) หรือข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยไปใช้ในการฝึกฝนโมเดลของตัวเองโดยเด็ดขาด
  • หลักสูตรและข้อมูลต้องเป็นของรัฐ: ขยายขอบเขตกรรมสิทธิ์ให้หลักสูตร ระบบ AI Agent และ Source Code ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตกเป็นของรัฐอย่างถาวรโดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม
  • ยกเลิกเอกชนออกค่าดูงานต่างประเทศ: ให้เจ้าหน้าที่รัฐเบิกค่าใช้จ่ายจากงบประมาณราชการตามปกติ ห้ามเอกชนออกให้ เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ยกเลิก/รื้อรายการโฆษณาที่ล็อกสเปก: ยกเลิกเงื่อนไขการผูกขาดสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อบางแห่ง และเปิดกว้างให้ใช้สื่อรูปแบบอื่นที่คุ้มค่ากว่า
  • เปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริง: บังคับให้เปิดเผยรายชื่อผู้รับช่วงงาน (Subcontractor) ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และอนุญาตให้ สตง. เข้าตรวจสอบบัญชีและใบเสร็จอย่างละเอียด
  • จ่ายเงินตามผลงานจริง: ปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินให้ผูกติดกับจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือกันเงินประกันผลงานไว้ในงวดสุดท้าย
  • ประเมินราคาใหม่โดยผู้ประเมินอิสระ: ให้หน่วยงานกลางเข้ามาประเมินราคากลางของค่าสิทธิ AI และค่าบริการคลาวด์อีกครั้ง
  • ปรับปรุงค่าปรับให้สมเหตุสมผล: เพิ่มอัตราค่าปรับในกรณีที่ระบบมีปัญหาขัดข้อง (Downtime) ให้เข้มงวดมากขึ้น
  • แผนความต่อเนื่องหลังสิ้นสุดโครงการ 1 ปี: ประชาชนต้องสามารถดาวน์โหลดข้อมูลประวัติการเรียน ผลงาน และเข้าถึงระบบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกผูกขาด

บทสรุปและก้าวต่อไป: ดีอีจะเดินหน้าอย่างไร?

ปลัดกระทรวงดีอีแย้มว่า ปัจจุบันกระทรวงมี 3 ทางเลือก คือ เดินหน้าต่อตามสัญญาเดิม, ปรับปรุงรายละเอียดใน TOR (มีแนวโน้มมากที่สุด) หรือยกเลิกสัญญาหากมีความจำเป็นทางกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีตัวแทนจากสมาคม AI ต่างๆ เข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส