Smart City เมื่อโลกต้องผลิตไฟเลี้ยง AI และ Data Center


การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI และ Data Center กำลังทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นมหาศาล จนระบบโครงข่ายไฟฟ้าเดิมอาจรับมือไม่ไหว สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมีกำลังไฟฟ้าสำรองงเพียงพอ (มีสำรองราว 10,000 - 20,000 MW ขณะที่โครงการ Data Center ที่ขออนุมัติมีรวม 2,400 MW) แต่ในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า ความท้าทายใหญ่กำลังจะมาถึง

3 ความท้าทายและการปรับตัวของระบบไฟฟ้าไทย

  • ความไม่เสถียรของพลังงานสะอาด: ตามแผน PDP ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 50% แต่พลังงานอย่างโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน ทำให้ Peak Load (ช่วงที่ไฟพีคสุด) ของไทยย้ายไปอยู่ช่วงดึก (3-4 ทุ่ม) แทนจากการชาร์จรถ EV และการไม่มีแสงอาทิตย์
  • ทางออกระยะสั้น-กลางด้วยระบบ BESS: จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เข้ามาช่วยกักเก็บไฟในเวลากลางวันที่มีเสถียรภาพต่ำ (Minimum Load ย้ายมาอยู่ตอนเที่ยง) เพื่อจ่ายไฟในเวลากลางคืน และช่วยให้ Operator ไม่ต้องเปิด-ปิดโรไฟฟ้าฟอสซิลบ่อยจนเสียงระบบกระชาก นอกจากนี้ยังเริ่มมีแนวคิดนำแบตเตอรี่ EV ที่ใช้แล้ว (ประสิทธิภาพเหลือ 70-80%) มาประยุกต์ใช้เป็น BESSS อีกด้วย
  • แผนระยะยาวกับโรงงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า พลังงานหมุนเวียนอาจไม่เพียงพอ แผน PDP จึงเล็งบรรจุโรงไฟฟ้าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กำลังผลิต 600 MW ในพื้นที่ภาคใต้และภาคอีสานภายในปี 2037 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่มั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง

โอกาสทางธุรกิจและนโยบายดึงดูดทุนข้ามชาติ

เม็ดเงิน Grid ใหญ่กว่า GDP ไทย 10 เท่า: การอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลก (Grid) ช่วงปี 2026-2035 เพื่อรองรับ AI ถือเป็นโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วยพิจารณามาตรการ Direct PPA หรือการอนุญาตให้บริษัท Tech ซื้อขายพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง โดยคิดค่าผ่านทางหรือ Wheeling Charge (ค่าบริการสายส่ง) ซึ่งต้องตั้งราคาให้สมดุล ไม่ถูกเกินไปจนผลักภาระให้ประชาชน และไม่แพงเกินไปจนต่างชาติหนีไปลงทุนที่อื่น