เมื่อเทคโนโลยี EV วิ่งไว แต่กฎหมายไทยยังตามไม่ทัน
กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่เหตุการณ์ไฟไหม้รถ EV ล่าสุด (เช่น กรณีแบรนด์ Volvo) ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามถึง "ความปลอดภัย" และความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้า
1. มาตรฐานไทยยังล้าหลัง (เทคโนโลยีเป็นกระต่าย กฎหมายเป็นเต่า)
- มาตรฐานความปลอดภัยต่ำกว่าสากล: ปัจจุบันไทยยังใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ EV เดิม (เทียบเท่า UNR100 Revision 2) ขณะที่ยุโรปขยับไป Revision 3 แล้ว ซึ่งมีระบบแจ้งเตือนก่อนแบตเตอรี่ไฟไหม้ (Active Safety) ส่วนจีนก็ประกาศใช้มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดกว่ามาก
- กฎหมายบังคับอ้อม: แบตเตอรี่ Power Bank ขนาดเล็กถูกบังคับให้มี มอก. แต่แบตเตอรี่รถ EV ที่ใหญ่และเสี่ยงกว่า กลับยังไม่มี มอก. ภาคบังคับโดยตรง แต่ใช้การบังคับอ้อมผ่านเงื่อนไขการจดทะเบียนแทน
2. Ecosystem และพฤติกรรมผู้ใช้ก็มีส่วน
- เหตุไฟไหม้อาจไม่ได้เกิดจากตัวแบตเตอรี่เสมอไป แต่อาจมาจากระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการนำรถไปชาร์จกับระบบไฟบ้านเก่าที่ไม่รองรับโหลดไฟฟ้าจำนวนมาก
- ขาดความโปร่งใสของข้อมูล (Data Transparency): ปัจจุบันค่ายรถเป็นผู้ถือข้อมูลแบตเตอรี่แต่เพียงผู้เดียว รัฐจึงควรมี "หน่วยงานกลาง" เข้ามาตรวจสอบเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
3. ซากแบตเตอรี่ = ระเบิดเวลาลูกใหม่
- แบตเตอรี่ EV มีอายุใช้งาน 8-10 ปี แต่ไทยยังไม่มีแผนงาน (Roadmap) หรือฐานข้อมูลการจัดการซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจน
- นักวิชาการเสนอให้ใช้กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการจัดเก็บและรีไซเคิลซากแบตเตอรี่ ไม่ให้กลายเป็นขยะพิษในอนาคต
4. มุมมองค่ายรถและการแก้ปัญหา
- กรณีของ Volvo (แบรนด์สวีเดนภายใต้ทุน Geely ของจีน) ที่เกิดปัญหาในรุ่น EX30 และ XC60 ทางบริษัทได้ประกาศเรียกคืนรถ 1,668 คันเพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ทันที และสั่งระงับการขาย EX30 ชั่วคราว พร้อมแนะนำให้ลูกค้าชาร์จไฟไม่เกิน 70% ในระหว่างนี้ ซึ่งทาง ส.อ.ท. มองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่รวดเร็วเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา
เป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่การต่อต้านรถ EV แต่เป็นการเตือนสติให้ภาครัฐเร่งยกระดับมาตรฐาน เพื่อไม่ให้รถ EV "สะอาดแค่ตอนใช้ แต่สกปรกและเป็นภัยตอนจบ" ครับ
Tags:
ข่าวไอที