เมื่อ "เปลือกโซเชียล" ถูกตัดเป็นสิ่งแรก

 

ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวในปี 2569 กำลังเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ โดยผลวิจัยจาก Wisesight ที่ใช้เครื่องมือ Zocial Eye กวาดข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย พบการพูดถึงวิกฤตครั้งนี้สูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยมี 3 เรื่องใหญ่ที่คนไทยกังวลมากที่สุด เรียงตามลำดับดังนี้:

  1. ราคาน้ำมันและค่าครองชีพ (พุ่งสูงที่สุด): คนกังวลเรื่องราคาอาหารที่แพงขึ้นแต่สวนทางกับคุณภาพ ค่าไฟรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่โตไวกว่ารายได้
  2. การตกงานและเลิกจ้าง: มีการระบายความในใจเรื่องนายจ้างบีบให้ลาออก และคนทำงานส่วนใหญ่ยอมรับว่ามีเงินสำรองฉุกเฉินประทังชีวิตได้แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น
  3. ราคาที่อยู่อาศัย: กลุ่มคนรุ่นใหม่กู้ซื้อบ้านไม่ผ่านเพราะเกณฑ์ธนาคารเข้มงวด ส่วนคนเช่าก็ต้องสู้กับค่าเช่าที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องย้ายออกไปอยู่ชานเมือง

เจาะพฤติกรรม 3 เจเนอเรชัน: ใครตัดอะไร? ใครรักษาอะไร?

นอกจากข้อมูลสถิติแล้ว Wisesight ยังใช้เทคโนโลยี Virtual Persona (การจำลองกลุ่มตัวอย่างด้วย AI) เพื่อวิเคราะห์วิธีเอาตัวรอดของแต่ละช่วงวัย ซึ่งมีความต้องการและมุมมองต่อวิกฤตที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

Gen X (อายุ 46-61 ปี): โหมดปกป้องทรัพย์สิน

  • สิ่งที่ยอมตัด: เลิกโชว์สถานะทางสังคม ชะลอการเปลี่ยนรถใหม่ งดแบรนด์เนม และงดทริปต่างประเทศ
  • สิ่งที่ต้องรักษา: ค่าเทอมลูก ประกันสุขภาพของพ่อแม่ และ "คอนเนคชัน" ทางธุรกิจเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง

Gen Y (อายุ 30-44 ปี): ตัดภาพลักษณ์ เน้นความคล่องตัว

  • สิ่งที่ยอมตัด: "ค่าสร้างภาพในโซเชียล" (เช่น งดเที่ยวคาเฟ่เพื่อถ่ายรูป ลดมื้อหรูเพื่อเช็กอิน) และยกเลิกแอปรายเดือน (Subscription) ที่ไม่ได้ใช้
  • สิ่งที่ต้องรักษา: การพัฒนาตัวเอง คอร์สเรียน ประกันสุขภาพ เงินออมระยะยาว และการสร้างโพรไฟล์ทำงานใน LinkedIn

Gen Z (อายุ 14-29 ปี): ไม่เอาหนี้ผูกมัด รักษาเงินสด

  • สิ่งที่ยอมตัด: ปฏิเสธการสร้างหนี้ก้อนโตระยะยาว เช่น การผ่อนบ้านหรือผ่อนรถ เพราะมองว่าเป็นโซ่ตรวน
  • สิ่งที่ต้องรักษา: เงินสดในมือและสภาพคล่อง เน้นถือเงินสดเพื่อความอุ่นใจในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน

ในทุกเจเนอเรชันจะมีคนกลุ่มเล็ก ๆ (ประมาณ 20-40%) ที่ไม่กลัววิกฤต แต่กลับมองว่านี่คือ "โอกาสทอง" ในการช้อนซื้อสินทรัพย์ราคาถูก และใช้ทักษะด้าน AI หรือการวิเคราะห์ข้อมูลมาสร้างรายได้แซงหน้าคนอื่น