เอเชียเข้าสู่ยุคโซลาร์ เมื่อก๊าซธรรมชาติเปลี่ยนบทบาทครั้งใหญ่


ภูมิทัศน์พลังงานของเอเชียกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้ากระแสหลัก แซงหน้าก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรกในปี 2026 นี้

เกิดอะไรขึ้นในปี 2026?

  • โซลาร์แซงก๊าซธรรมชาติ: ข้อมูลจาก Carbon Brief และ Ember ระบุว่า ในรอบ 12 เดือน (สิ้นสุดเมษายน 2026) โซลาร์เซลล์ในเอเชียผลิตไฟฟ้าได้ 1,727 TWh แซงหน้าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ 1,711 TWh ขึ้นเป็นแหล่ผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของทวีป (รองจากถ่านหิน 52% และพลังน้ำ 12%)
  • สถิติใหม่ระดับโลก: ในระดับโลก พลังงานลมและโซลาร์รวมกับผลิตไฟฟ้าได้คิดเป็น 22% ของโลก แซงหน้าก๊าซธรรมชาติ (20%) ได้เป็นครั้งแรกเช่นกัน โดยโซลาร์สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของโลกได้ถึง 75%

3 ปัจจัยแร่ที่ทำให้โซลาร์โตแบบก้าวกระโดด

  1. จีนคือกุญแจสำคัญ: จีนเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโซลาร์เซลล์ของโลก (ผลิตทั้งเวเฟอร์ เซลล์ และแผงโซลาร์) ขับเคลื่อนการเติบโตในเอเชียถึง 3 ใน 4 นับตั้งแต่ปี 2020
  2. วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์์และความผันผวน: สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้หลายประเทศกังวลเรื่องความมั่นคงและความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ/LNG จึงหันมาเร่งลงทุนพลังงานที่ผลิตได้เองในประเทศ
  3. ทางเลือกแบบกระจายศูนย์: ตัวอย่างในปากีสถาน ค่าไฟฟ้าระบบส่วนกลางที่สูงขึ้น ทำให้คนแห่ติด โซลาร์รูปท็อป ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าจากส่วนกลางชะลอตัวลง

"Trading Dependencies" การเปลี่ยนผ่านความพึ่งพาแบบใหม่

โลกไม่ได้เลิกพึ่งพาพลังงานจากภายนอกโดยสมบูรณ์ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ

  • อดีต: พึ่งพาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซในตะวันออกกลาง
  • ปัจจุบัน: พึ่งพาประเทศผู้ควบคุมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดอย่าง จีน แทน

บทบาทใหม่ของก๊าซธรรมชาติ จาก "พระเอก" สู่ "ผู้พยุงระบบ"

ก๊าซธรรมชาติกำลังเผชิญปัญหา "สินทรัพย์ด้อยค่า" (Stranded Assests) เนื่องจากโรงไฟฟ้าก๊าซในเอเชียหลายแห่งถูกใช้งานต่ำกว่าศักยภาพ เพราะสู้ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนไม่ได้ ส่งผลให้โครงการไฟฟ้าก๊าซกว่า 81 GW ถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม ก๊าซธรรมชาติจะยังไม่หายไปไหน แต่จะเปลี่ยนบทบาท

  • เดิม: เชื้อเพลิงสะพาน (Bridge Fuel) ที่เน้นเติบโตและผลิตไฟฟ้าหลัก
  • ใหม่: เชื้อเพลิงสำรองเชิงุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) หรือ เชื้อเพลิงสร้างสมดุล (Balancing Fuel) เพื่อเป็น "เบี้ยประกันความมั่นคง" คอยจ่ายไฟทันทีในยามที่โซลาร์หรือลมไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ (เช่น เวลากลางคืนหรือฟ้าปิด) ดังเช่นที่ จีน และ ไต้หวัน กำลังทำงานอยู่ในปัจจุบัน
ความมั่นคงทางพลังงานในยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 21) ไม่ใช่แค่การมีเชื้อเพลิงสำรองฟอสซิลอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการเข้าถึง เทคโนโลยี, ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน