บทเรียนราคาแพง! Amazon ประกาศปิดตัว "Amazon Fresh" ทั้ง 19 สาขาในอังกฤษ หลังสู้ศึกค้าปลีกไม่ไหว

 

ยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็พ่ายแพ้ได้ Amazon ประกาศตัดสินใจครั้งสำคัญ ถอนทัพธุรกิจร้านค้าปลีกอาหาร "Amazon Fresh" ทั้ง 19 สาขาที่เหลืออยู่ในสหราชอาณาจักร (UK) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่มาได้ไม่ถึง 5 ปี ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่าสมรภูมิค้าปลีกแดนผู้ดีนั้นเคี้ยวเอื้องยากกว่าที่คิด

ทำไมยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีถึง "พัง" ในสนามนี้?

  • เป้าหมายที่ไปไม่ถึง: ย้อนกลับไปปี 2021 Amazon เปิดร้านค้าไร้แคชเชียร์แห่งแรกในลอนดอน โดยตั้งเป้าจะขายให้ได้มากกว่า 260 สาขาภายในสิ้นปี 2024 แต่สุดท้ายต้องยอมรับความจริงและปิดตัวลง โดยมีแผนจะเปลี่ยน 5 สาขาให้เป็นร้าน Whole Foods Market ส่วนที่เหลือปิดถาวร กระทบพนักงานราว 250 คน
  • ประเมินความโหดของตลาดต่ำไป: ตลาดค้าปลีกอาหารในอังกฤษมีมูลค่าสูงถึง 2.9 แสนล้านดอลลาร์ แต่เป็นสมรภูมิที่ดุเดือด มีบิ๊กเพลเยอร์กว่า 14 รายแข่งขันกันด้วยอัตรากำไร (Margin) ที่ต่ำกว่า 5% แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Walmart ก็เคยเจ็บและต้อขายกิจการ Asda ออกไปในปี 2020
  • ใช้เทคโนโลยีผิดเวลา: Amazon ชูจุดเด่นเรื่อง "เทคโนโลยีไร้แคชเชียร์" แต่เข้ามาในช่วที่อังกฤษเผชิญวิกฤตค่าครองชีพผู้บริโภคจึงโหยหา "สินค้าราคาถูก" มากกว่า "ความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีล้ำๆ" นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังชี้ว่าระบบไร้แคชเชียร์ให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัดในการใช้งานจริง
  • ระบบหลังบ้านมีปัญหา: Amazon พึ่งพาระบบอัตโนมัติในการตรวจรับสินค้าแทนการใช้คน ทำเกิดข้อผิดพลาดเรื่องจำนวนสินค้าและการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ที่ล่าช้า จนถูกหน่วยงานรัฐเข้ามาสอบสวน

ก้าวต่อไปของ Amazon ถอยเพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์

หลังจากนี้ Amazon จะเปลี่ยนมาโฟกัสที่ "ธุรกิจจัดส่งสินค้าออนไลน์" แบบเต็มตัว ผ่านหน้าวเว็บ Amazon.co.uk และเน้นการจับมือกับพันธมิตรซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น (เช่น Morrisons, Co-op, Iceland) ซึ่งเป็นโมเดลที่ทำกำไรได้ดีกว่า เพราะบริษัทเก็บค่าคอมมิชชัน โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนหน้าร้านและบริหารสต็อกสินค้าเอง

ไคล์ฟ แบล็ก จาก Shore Capital ทิ้งท้ายไว้อย่างเจ็บแสบว่า "เมื่อสิบปีก่อน การบุกตลาดอาหารของ Amazon คือหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในวงการ แต่ปัจจุบันนี้ Amazon แทบจะไม่ถูกกล่าวถึงในฐานะคู่แข่งที่น่ากลัวอีกต่อไปแล้ว