ไทยเผชิญโจทย์ใหญ่ขยะข้ามชาติทะลัก 9.67 ล้านกก. ศุลกากรเปิดปฏิบัติการเข้มลุยตรวจเครือข่าย 825 ตู้


ปัญหาขยะข้ามชาติและของเสียอันตรายลักลอบนำเข้ากำลังกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ของประเทศไทย โดยกรมศุลกากรเปิดเผยผลการจับกุมคดีสิ่งแวดล้อมในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – ส.ค. 2569) พบการกระทำผิดรวม 187 คดี ยึดของกลางขยะข้ามชาติได้มากถึง 9.67 ล้านกิโลกรัม (ประมาณ 9,670 ตัน) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 234.4 ล้านบาท ประกอบด้วยของเสียอันตราย 6.6 ล้าน กก., ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) 2.7 ล้าน กก. และเศษพลาสติกอีกกว่า 300,000 กก.

ประเด็นสำคัญจากปฏิบัติการและแนวทางการตรวจสอบ

  • การเปิดตรวจที่ท่าเรือแหลมฉบัง: เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ กรมศุลกากร, กรมควบคุมมลพิษ, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ DSI เข้าตรวจสอบตู้สินค้า ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง (D1) จ.ชลบุรี หลังได้รับแจ้งเตือนจากเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (BAN) ให้เฝ้าระวังตู้สินค้าจากสหรัฐฯ
  • พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ซุกซ่อน: จากการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย พบ 6 ตู้ที่มีการซุกซ่อนเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับสินค้าที่สำแดง (เช่น เศษอะลูมิเนียม) ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และอนุสัญญาบาเซล
  • ขยายผลสอบสวนเครือข่ายข้ามชาติ: รัฐบาลกำลังขยายผลสอบสวนบัญชีตู้สินค้าต้องสงสัยเพิ่มเติมประมาณ 825 ตู้ ซึ่งเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ส่งออกในสหรัฐฯ 7 บริษัท และผู้นำเข้าในไทย 16 บริษัท โดยเน้นย้ำว่าเป็นการตรวจสอบตามพยานหลักฐานเป็นรายกรณี
  • ยกระดับกติการะหว่างประเทศ: ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 อนุสัญญาบาเซลได้ขยายขอบเขตการควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนทุกประเภท ให้ต้องผ่านกระบวนการแจ้งและขอความยินยอมล่วงหน้า เพื่อป้องกันการลักลอบสำแดงเท็จ
ปัญหานี้ไม่ได้จบลงแค่การจับกุมที่หน้าด่าน แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการส่งขยะพิษกลับประเทศต้นทาง การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตลอดห่วงโซ่ และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นเมืองปลายทางรับขยะของโลก