รัฐงัดมาตรการเข้มคุมคลื่นทุน Data Center ดึงเฉพาะ Quality Investment ป้องกันวิกฤตแย่งน้ำ-ไฟ

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการทะลักเข้ามาของคลื่นการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันไทยมี Data Center รวม 60 แห่ง (อันดับ 4 ของอาเซียน) และ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนไปแล้วกว่า 40 โครงการ

อย่างไรก็ตาม หากทุกโครงการที่ยื่นขอเดินเครื่องเต็มกำลัง จะใช้ไฟฟ้าเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ (55,000 เมกะวัตต์) รวมถึงใช้ทรัพยากรน้ำมหาศาล อีกทั้งกว่า 70% ของโครงการยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC จนเกิดปัญหาคอขวดในระบบสายส่ง ภาครัฐจึงถอดบทเรียนจากสิงคโปร์และมาเลเซียเพื่อป้องกันวิกฤตขาดแคลนพลังงาน โดยปรับยุทธศาสตร์เน้น "คุณภาพของการลงทุน" (Quality Investment) ผ่านมาตรการสำคัญ ดังนี้

  • การคัดกรอง 4 มิติ: พิจารณาประโยชน์ต่อประเทศ, ความเพียงพอของไฟฟ้า, น้ำ และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยต้องสร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาบุคลากร AI และยกระดับ SME
  • เงินค้ำประกันสายส่ง: กำหนดให้ผู้ประกอบการวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาทต่อ 1 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อป้องกันการจองใช้ไฟทิ้งไว้ (เช่น โครงการ 100 MW ต้องวางเงิน 450 ล้านบาท)
  • ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ (ประเภทที่ 9): กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center ในราคาที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟทั่วไป (คาดการณ์ 5-6 บาท/หน่วย) ตามหลักผู้ใช้มากจ่ายมาก
  • กระจายพื้นที่และปรับสายส่ง: จัดทำ Power & Water Map เพื่อกระจายการลงทุนออกจาก EEC และเปิดทางให้ กฟผ. จำหน่ายไฟฟ้าตรงแก่ Data Center ขนาดใหญ่
  • การบริหารพลังงานยั่งยืน: กกพ. เตรียมดัน Direct PPA 2,000 MW รองรับไฟสีเขียว 100% พร้อมศึกษาพลังงานทางเลือกอย่าง Small Modular Reactor (SMR) และ ASEAN Smart Grid
TDRI และภาครัฐเน้นย้ำตรงกันว่า โจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่การแข่งจำนวนโครงการ แต่คือการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สมดุล เพื่อไม่ให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเดิมและประชาชน