ไทยจะไปถึง Net Zero ได้จริงหรือ? เมื่อก๊าซธรรมชาติยังครองระบบไฟฟ้า
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ตามที่รัฐบาลประกาศไว้ เนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าหลักของประเทศยังพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 51.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
รายงานจาก CASE for Southeast Asia ชี้ว่า หากไทยยังไม่ปรับลดสัดส่วนการใช้ก๊าซฯ ให้ต่ำกว่า 20% ก่อนปี 2050 จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ
- คาร์บอนล็อคอิน (Carbon Lock-in): การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฯ สัญญาระยะยาว จะผูกมัดประเทศไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล และผลักภาระต้นทุน/ความผันผวนของราคา LNG ในตลาดโลกไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า
- ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีราคาสูง: การหวังพึ่งเทคโนโลยี CCS (ดักจับและกักเก็บคาร์บอน) หรือไฮโดรเจน ยังมีความไม่แน่นอนสูง มีต้นทุนแพง และยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
- ชะลอการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน: ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และระบบกักเก็บพลังงาน
ข้อเสนอแนะทางออกสำหรับประเทศไทย
- กระจายความเสี่ยง: บริหารพอร์ตสัญญาก๊าซฯ ให้มีความหลากหลาย ไม่ผูกมัดระยะยาวเกินไป
- ชะลอโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่: หันไปเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน (โซลาร์/ลม) ร่วมกับแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน
- สร้างระบบความมั่นคงพลังงานใหม่: ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และปฏิรูปตลาดไฟฟ้า
- วางแผนแบบบูรณาการ: เชื่อมโยงการผลิต สายส่ง การกักเก็บ และการบริหารจัดการอุปสงค์เข้าด้วยกัน
- การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Energy Transition): คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน แรงงาน และผู้บริโภค ไม่ให้ภาระตกอยู่กับประชาชนเพียงกลุ่มเดียว