AI Psychosis สภาวะซีอีโอหลงเชื่อ AI เกินจริง จนนำไปสู่การปลดคน

 

กำลังเกิดภาพที่ขัดแย้งกันในวงการเทคโนโลยี เมื่อบริษัทจำนวนมากทำรายได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ แต่กลับเดินหน้า 'ปลดพนักงานครั้งใหญ่' โดยอ้างเหตุผลว่านำ AI เข้ามาทำงานแทนคน

ทำความรู้จัก 'AI Psychosis'

แอรอน เลวี่ (Aaron Levie) ผู้ก่อตั้ง Box ได้นิยามภาวะที่ผู้บริหารหลงเชื่อศักยภาพของ AI เกินจริงว่า 'AI Psychosis'

  • ต้นเหตุ: ซีอีโอมักได้ลองใช้ AI แค่ในระดับร่างงานหรือทดลองเล่นๆ แต่ไม่ได้ลงมือทำในขั้นตอนสุดท้าย (เช่น การตรวจโค้ด ไล่หาบั๊ก หรือตรวจเช็กสัญญาอย่างละเอียด) จึงเข้าใจผิดว่า AI Agent สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ทั้งหมดแล้ว
  • ข้อแนะนำ: ผู้บริหารควรลงมือใช้งาน AI ด้วยตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อให้เห็นความเป็นจริงทั้งข้อดีและข้อจำกัดก่อนตัดสินใจปลดคน

ตัวเลขที่สวนทางกับงานวิจัย

  1. ยอดปลดคนพุ่งสูง: เพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 วงการเทคโนโลยีปลดพนักงานไปแล้วกว่า 115,000 คน (เกือบเท่าตัวเลขตลอดทั้งปี 2025)
  2. งานวิจัยชี้ AI ยังแทนคนไม่ได้ทั้งหมด:
  • UC Berkeley & NBER: พบภาวะ Productivity Paradox หรือความรู้สึกว่า Productivity เพิ่มขึ้นนั้นสูงเกินความเป็นจริงที่วัดได้จริง
  • MIT: คาดการณ์ว่ากว่าที่ AI Agent จะทำงานส่วนใหญ่ได้ในระดับพอใช้ (80-95%) ต้องรอถึงปี 2029 และยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์

คอขวดใหม่: ปัญหาอยู่ที่ผู้บริหาร

งานวิจัยจาก Harvard Business Review และ Atlassian ระบุว่า การใช้ AI ไม่ได้ช่วยให้ผู้บริหารสบายขึ้น แต่กลับสร้าง 'คอขวด' ใหม่:

  • งานถูกสร้างออกมาเร็วและเยอะขึ้น แต่ละชิ้นถูกส่งมาให้ผู้บริหารอนุมัติจนตรวจงานไม่ทัน
  • เกิดปัญหา "งานดูดีแต่ไร้สาระ" เพราะพนักงานใช้ AI สร้างงานโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง
  • ผู้บริหารต้องรับภาระหนักขึ้นในการคอยจับผิดและตรวจงานตลอดเวลา