ไม่ใช่แค่รักษ์โลก! Net Zero โจทย์เศรษฐกิจใหม่ที่บีบให้ไทยต้องล้างไพ่โครงสร้างพลังงาน


จากข้อมูลเอกสารของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เป้าหมาย Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ได้ยกระดับจาก "ประเด็นสิ่งแวดล้อม" กลายมาเป็น "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโลก" ที่ทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้

แรงกดดัน 2 ด้านที่ไทยกำลังเผชิญ (Double Squeeze)

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ใต้ที่นั่งลำบากจากแรงบีบทั้งทางธรรมชาติและกติกาโลกใหม่:

  • แรงกดดันจากธรรมชาติ: ไทยมีความเปราะบางสูงต่อ Climate Change ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมรุนแรงในปี 2567 และภัยแล้ง ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาสังคม แต่กลายเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" ที่ฉุดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) และทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลังเลที่จะเข้ามาลงทุนหากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน
  • แรงกดดันจากธรรมชาติ: ไทยมีความเปราะบางสูงต่อ Climate Change ภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมรุนแรงในปี 2567 และภัยแล้ง ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาสังคม แต่กลายเป็น "ต้นทุนทางเศรษฐกิจ" ที่ฉุดมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) และทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลังเลที่จะเข้ามาลงทุนหากไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน

จุดอ่อนสำคัญ: "โครงสร้างพลังงานไทย" ยังไม่เอื้อต่ออนาคต

แม้ไทยจะพยายามพัฒนาพลังงานหมุนเวียน แต่โครงสร้างหลักยังพึ่งพาฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก โดยภาคเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานสูงสุดคือ:

  1. ภาคอุตสาหกรรม (39%)
  2. ภาคขนส่ง (35%)
ความท้าทายใหม่: ประเทศไทยกำลังดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งอุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้ล้วนต้องการ "ไฟฟ้าสะอาด 100%" หากโครงสร้างพลังงานไทยยังเปลี่ยนผ่านได้ช้า ก็จะเสียโอกาสในการดึงเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่นี้ไป

ทางรอดคือ "ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ" ทั้งระบบ

สศช. เน้นย้ำว่า Net Zero ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่คือการ ปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ, เทคโนโลยีสีเขียว, ตลาดคาร์บอน ไปจนถึงกฎหมายภาครัฐ

หากไทยทำสำเร็จ พลังงานสะอาดจะไม่ใช่ "ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น" แต่จะกลายเป็น "แม่เหล็กดึงดูดทุนระดับโลก" และสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน