คนไทยใช้ AI สูงเป็นอันดับต้นๆ แต่ยังเป็นแค่ "ผู้บริโภค"
- สถิติน่าทึ่ง: กว่า 75% ของคนไทย เคยใช้ ChatGPT หรือแพลตฟอร์มใกล้เคียง ทำให้ไทยเป็นกลุ่ม Early Adopter (กลุ่มที่เปิดรับเทคโนโลยีเร็ว) อันดับต้นๆ ของโลก
- ใช้ทำอะไรบ้าง?: ส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่เรื่องส่วนตัวและการใช้ชีวิต เช่น การแปลภาษา, ปรึกษาสุขภาพจิต และ "การดูดวง" ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยใช้ AI เพื่อทำความเข้าใจตัวเองและเชื่อมโยงกับผู้อื่น
- โจทย์ใหญ่: ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากแค่ "ผู้ใช้" ไปสู่การเป็น "ผู้สร้างคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและสังคม" ได้อย่างไร?
AI ในเวทีโลก: เกินกว่าเรื่องธุรกิจ แต่คือ "ภูมิรัฐศาสตร์และวัฒนธรรม"
ในขณะที่คนไทยใช้ AI ในชีวิตประจำวัน ประเทศอื่นๆ เริ่มใช้ AI ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เช่น:
- อินเดีย: ใช้ในเกษตรแม่นยำ
- จีน: ใช้ในระบบสาธารณสุขและโรงงานอัจฉริยะ
- ไอซ์แลนด์: นำข้อมูลภาษาและวัฒนธรรมใส่ในโมเดล AI เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของชาติ (AI จึงกลายเป็นเทคโนโลยีทางวัฒนธรรมด้วย)
- สมรภูมิพหุขั้ว: AI ไม่ได้มีแค่ OpenAI แต่มีทั้ง DeepMind (สายวิทยาศาสตร์), Anthropic (สายความปลอดภัย) และกลุ่มบริษัทเทคจากจีน ใครคุมข้อมูลและโมเดลได้ คือผู้กำหนดทิศทางโลก
คำแนะนำของ OpenAI ถึงประเทศไทย
Jason Kwon เสนอว่าไทยควรนำ AI มาปลดล็อกและต่อยอดจากจุดแข็งที่ตัวเองมี:
- การเกษตร: ใช้ AI ยกระดับผลผลิต
- การศึกษา: ใช้ AI ทลายความเหลื่อมล้ำ
- การเข้าถึงที่เท่าเทียม: ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงเครื่องมือเทคโนโลยีได้อย่างเป็นธรรม (และเมื่อถามถึงโอกาสที่ OpenAI จะมาลงทุน เทรนภาษาไทย หรือเปิดออฟฟิศในไทย... คำตอบคือ "มีความเป็นไปได้")
ทัศนะส่งท้าย: Trust, การทำงาน และการเลี้ยงลูก
- AI ในองค์กร: AI ควรใช้เพื่อเสริมการทำงาน (เช่น สื่อใช้ช่วยคิดรูปแบบการเล่าเรื่อง) แต่ "ความน่าเชื่อถือ (Trust)" ยังต้องสร้างโดยมนุษย์ และงานที่ OpenAI จะไม่มีวันให้ AI แทนที่คือ "ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เช่น การนั่งกินข้าวด้วยกัน"
- การเลี้ยงลูกยุค AI: เลิกเน้นให้เด็กท่องจำคำตอบ แต่ต้องสอนให้เด็ก "ตั้งคำถามที่ดีและเฉียบคม (Ask great questions)" เพราะ AI หาคำตอบให้ได้ทุกอย่าง แต่คนที่จะควบคุมทิศทางคือคนที่ตั้งคำถามเป็น
Tags:
ข่าวไอที