Whoop ระดมทุนหมื่นล้าน แต่เปิดฉากฟ้องสตาร์ทอัพจิ๋ว Bevel
กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเทคโนโลยีสุขภาพ เมื่อ Whoop ผู้ผลิตสายรัดข้อมืออัจฉริยะชื่อดังระดับโลก เพิ่งประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series G กวาดเงินไปกว่า 1.84 หมื่นล้านบาท ดันมูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 3.23 แสนล้านบาท โดยมีซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด และ เลอบรอน เจมส์ ร่วมลงขันด้วย
แต่แทนที่ข่าวใหญ่จะเป็นเรื่องนวัตกรรมใหม่ Whoop กลับเลือกใช้เงินก้อนแรกยื่นฟ้อง Bevel สตาร์ทอัพแอปสุขภาพที่มีพนักงานเพียง 20 คน ในข้อหาลอกเลียนแบบดีไซน์และละเมิดสิทธิบัตร
ทำไม Whoop ถึงต้องกลัว Bevel?
แม้ Bevel จะเป็นเพียง "มดตัวน้อย" แต่โมเดลธุรกิจก็น่าสนใจจนยักษ์ใหญ่ต้องเหลียวหลัง:
- ไม่ต้องมีฮาร์ดแวร์: Bevel ไม่ขายสายรัด แต่ใช้ AI ดึงข้อมูลจากอุปกรณ์ที่คนมีอยู่แล้ว เช่น Apple Watch มาวิเคราะห์แทน
- ราคาสบายกระเป๋า: คิดค่าบริการเพียงเดือนละประมาณ 192 บาท ในขณะที่ Whoop มีค่าใช้จ่ายรายปีที่สูงกว่าหลายเท่า
- โตแบบก้าวกระโดด: Bevel มีผู้ใช้งานแตะ 1 แสนคนต่อวัน ภายในเวลาเพียงปีเดียว
เสียงตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกฟ้อง
เกร ยิน (CEO ของ Bevel) ได้ออกมาโต้กลับผ่านโซเชียลมีเดียว่า เป็นเรื่องน่าตลกที่บริษัทมูลค่าแสนล้านที่มีพนักงานกว่า 800 คน กลับต้องมาใช้กฎหมายไล่บี้ทีมเล็กๆ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมไม่เอาเงินระดมทุนไปพัฒนานวัตกรรม แต่กลับเอามาใช้ฟ้องร้องในเรื่องที่มองว่าเป็นคำทั่วไปในวงการสุขภาพ เช่นคำว่า "Strain" (การรับภาระของร่างกาย) หรือแม้แต่เรื่องการใช้ "Dark Mode" ในแอป
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกเทคโนโลยี ข้อมูล (Data) และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ (AI) กำลังมีความสำคัญพอๆ กับตัวอุปกรณ์ (Hardware) เมื่อคู่แข่งสามารถมอบผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก ยักษ์ใหญ่จึงต้องรีบสกัดดาวรุ่งก่อนที่ "มด" จะกลายเป็น "ช้าง" ตัวต่อไป