Net Billing ทางสายกลางของพลังงานสะอาดและความเป็นธรรมของค่าไฟ
กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในประเทศไทยกำลังตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะ "โซลาร์เซลล์ภาคประชาชน" ที่หลายครัวเรือนเริ่มหันมาติดตั้งบนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในเวลากลางวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลง แต่โจทย์ใหญ่ของภาครัฐคือการออกแบบนโยบายรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินให้เกิดความสมดุล ระหว่างการสนับสนุนพลังงานสะอาดและการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าส่วนรวม
ที่ผ่านมามีแนวคิดหลัก 2 รูปแบบที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน คือระบบ Net Metering และ Net Billing ซึ่งมีกลไกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ระบบ Net Metering เป็นแนวทางที่เปิดให้ประชาชนนำหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้มาหักลบกับไฟฟ้าที่ใช้จากการไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1 ทำให้มูลค่าของไฟฟ้าที่ขายคืนมีราคาเท่ากับค่าไฟฟ้าขายปลีก แม้ระบบนี้จะกระตุ้นให้คนหันมาติดโซลาร์เซลล์ได้อย่างรวดเร็วตามที่องค์กรสิ่งแวดล้อมสนับสนุน แต่ในมุมของผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญมองว่า อาจเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น เพราะค่าไฟฟ้าที่จ่ายจริงนั้นรวมค่าบำรุงรักษาสายส่งและระบบสำรองไฟไว้ด้วย เมื่อผู้ติดโซลาร์ลดค่าไฟได้เป็นจำนวนมาก ต้นทุนโครงข่ายเหล่านี้จึงอาจถูกผลักภาระไปตกอยู่กับประชาชนกลุ่มที่ไม่สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ เช่น ผู้เช่าบ้าน หรือครัวเรือนรายได้น้อย
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ของไทย จึงเลือกขับเคลื่อนพลังงานสะอาดผ่านระบบ Net Billing ซึ่งใช้วิธีแยกการ "ซื้อ" และ "ขาย" ไฟฟ้าออกจากกันอย่างชัดเจน โดยประชาชนยังคงซื้อไฟในอัตราปกติ แต่ไฟฟ้าส่วนเกินที่ส่งคืนเข้าระบบจะถูกรับซื้อในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ที่ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย (ในขณะที่ค่าไฟขายปลีกอยู่ที่ประมาณ 4-5 บาทต่อหน่วย) ภายใต้เงื่อนไขระยะเวลา 10 ปี และจำกัดกำลังผลิตไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
แนวทางแบบ Net Billing จึงถูกมองว่าเป็น "ทางสายกลาง" ที่สร้างความเป็นธรรมด้านพลังงาน (Energy Equity) ให้กับทุกฝ่าย เพราะผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังคงได้รับประโยชน์และคืนทุนจากการลดค่าไฟในช่วงกลางวันที่มีแสงอาทิตย์ ขณะเดียวกัน ระบบไฟฟ้าของประเทศก็ยังมีงบประมาณเพียงพอในการดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเกินไป ช่วยให้ระบบพลังงานของประเทศเติบโตได้อย่างมั่นคงงและยั่งยืนในระยะยาว