พลังงานสะอาด "หมากเกมการเมือง" ระดับโลก

 

ปัจจุบัน "พลังงานสะอาด" ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่ทางออกของสภาวะโลกร้อนอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสนามรบใหม่ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐฯ และ จีน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองดังนี้ครับ

  • จีนครองตลาดเบ็ดเสร็จ: จีนวางรากฐานมานานกว่า 20 ปี จนปัจจุบันคุมซัพพลายเชนแผงโซลาร์ กังหันลม และแบตเตอรี EV ทั่วโลกกว่า 80-90% รวมถึงแร่หายากที่จำเป็นต่อเทคโนโลยีเหล่านี้
  • สหรัฐฯ กับการรักษาอิทธิพลฟอสซิล: สหรัฐฯ ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ (2025) เลือกที่จะกลับไปสนับสนุนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น พร้อมตั้งกำแพงภาษีสกัดเทคโนโลยีสีเขียวจากจีน เพื่อรักษาอำนาจในฐานะมหาอำนาจด้านพลังงานฟอสซิลไม่ให้สั่นคลอน
  • วิกฤตพลังงานคือตัวเร่ง: สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน (ช่องแคบฮอร์มุซ) ทำให้ทั่วโลกเริ่มตื่นตัวว่า การพึ่งพาฟอสซิลคือความเสี่ยง และพลังงานสะอาดคือคำตอบของ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ในระยะยาว
  • แรงกดดันต่อประเทศกำลังพัฒนา: ประเทศอย่างไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้องพึ่งพาทั้งน้ำมันราคาแพงและเทคโนโลยีสะอาดราคาถูกจากจีน การวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสมดุลจึงสำคัญกว่าการเลือกข้าง
เกมนี้น่าสนใจตรงที่เทคโนโลยีพลังงานถูกดึงมาเป็นอาวุธทางการเมืองหากสหรัฐฯ มัวแต่ปกป้องอุตสาหกรรมเก่า (ฟอสซิล) ในขณะที่จีนเร่งสปีดเทคโนโลยีแห่งอนาคต ช่องว่างนี้อาจทำให้ดุลอำนาจโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวร สำหรับประเทศไทย โจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้เราไม่เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่สามารถสร้างแต้มต่อในห่วงโซ่อุปทานนี้ได้บ้างครับ