จาก Llama 4 สู่ Muse Spark — เดิมพัน 4.4 แสนล้านของ Meta
หลังจากที่ Llama 4 ประสบความล้มเหลวและมีประเด็นเรื่องการปรับแต่งผลทดสอบ (Benchmark) มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จึงตัดสินใจทุ่มงบมหาศาลกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงทุนใน Scale AI เพื่อดึงตัว อเล็กซานเดอร์ หวัง มานำทัพสร้างทีมใหม่ในชื่อ Meta Superintelligence Labs (MSL) จนกำเนิดโมเดลตัวล่าสุดอย่าง "Muse Spark"
ไฮไลต์สำคัญของ Muse Spark (หรือโค้ดเนม Avocado)
- สร้างใหม่ยกเครื่อง: ใช้เวลาเพียง 9 เดือนในการสร้างสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมดจากศูนย์
- เปลี่ยนกลยุทธ์เป็นระบบปิด (Closed Model): ต่างจากเดิมที่เน้นโอเพนซอร์ส โดย Meta เลือกเก็บซอร์สโค้ดเป็นความลับในเวอร์ชันนี้เพื่อการแข่งขัน
โหมดการทำงาน 3 ระดับ:
- Instant: เน้นความเร็ว
- Thinking: เน้นการคิดวิเคราะห์
- Contemplating: ใช้ AI หลายตัวทำงานร่วมกันเพื่อหาคำตอบระดับงานวิจัย
- จุดเด่น: เก่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสุขภาพ (มีแพทย์กว่า 1,000 คนร่วมพัฒนา) แต่ยังยอมรับว่า "การเขียนโค้ด" ยังเป็นจุดอ่อนเมื่อเทียบกับ ChatGPT หรือ Claude
- ฟีเจอร์ใหม่: 'Shopping mode' วิเคราะห์แบรนด์และแนะนำสินค้าบนแพลตฟอร์มโซเชียล
การลงทุนและอนาคต
Meta เตรียมงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปี 2026 ไว้สูงถึง 1.15 - 1.35 แสนล้านดอลลาร์ โดย Muse Spark จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแชตบอตใน Facebook, Instagram, WhatsApp และแว่นตา Ray-Ban Meta AI ซึ่งในอนาคตอาจมีการเก็บค่าบริการแบบ Subscription และเปิดขาย API สำหรับนักพัฒนาภายนอกด้วย
การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Meta ยอมทิ้งตัวตนเดิม (Open Source) ชั่วคราวเพื่อเร่งสปีดให้ทันคู่แข่ง และการดึงตัวระดับมันสมองอย่าง อเล็กซานเดอร์ หวัง มาด้วยค่าตอบแทนมหาศาล คือการส่งสัญญาณว่า Meta จะไม่ยอมเป็นผู้ตามในสงคราม AI อีกต่อไปครับ