ไทยจะ "เร่งปรับ" หรือ "จ่ายแพง" ในยุคพลังงานโลกเดือด

 

คุณสนธิรัตน์ได้ถอดบทเรียนจากการดูงานที่ ประเทศจีน ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานยุคใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก ดังนี้ครับ:

1. บทเรียนจากจีน: ยิ่งไฟฟ้าเยอะ ยิ่งเปราะบางน้อย

  • ภาคขนส่ง: จีนเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็ว ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ประประชาชนได้รับผลกระทบน้อยลงเพราะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก
  • การผลิตไฟฟ้า: เร่งลงทุนในพลังงานสะอาด (ลม/แสงอาทิตย์) จนสามารถพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศได้มากขึ้น ลดการนำเข้าฟอสซิลจากต่างประเทศ

2. สถานการณ์ของประเทศไทย: พึ่งพาฟอสซิลสูงคือความเสี่ยง

  • ปัจจุบันไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนำเข้าในสัดส่วนที่สูงมาก
  • ผลกระทบ: เมื่อเกิดวิกฤตโลก ค่าครองชีพของคนไทยจะพุ่งสูงขึ้นทันทีตามราคาต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

3. ทางออกที่ต้องเร่งตัดสินใจ

  • ไทยมีศักยภาพด้านแสงอาทิตย์และพื้นที่เหลือเฟือ รวมถึงภาคธุรกิจก็พร้อมปรับตัว
  • อุปสรรคที่ต้องแก้: กฎระเบียบภาครัฐต้องเอื้ออำนวย และต้องเร่งลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน
  • บทสรุป: การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" ใครปรับตัวช้าจะต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

เทคโนโลยีพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวแล้วครับ แต่มันคือเรื่องของ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ใครถือครองเทคโนโลยีและแหล่งพลังงานในประเทศได้มากกว่า คนนั้นคือผู้ชนะในโลกใหม่