Grab กางแผนปี 2026 รับมือวิกฤตน้ำมัน พร้อมบุกตลาดสินเชื่อบุคคล
สถานการณ์ล่าสุดของ Grab ประเทศไทย ที่กำลังเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น (ผลจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง) และทิศทางธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจดังนี้ครับ
1. มาตรการรับมือน้ำมันแพง: พยุงไรเดอร์แต่ไม่ทิ้งลูกค้า
- ชะลอการเก็บค่าธรรมเนียม: Grab ยังไม่มีนโยบายเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) เพิ่มจากผู้บริโภคในตอนนี้ เพราะไม่อยากผลักภาระค่าครองชีพให้ลูกค้า
- งบอัดฉีดใกล้หมด: งบพิเศษ 10 ล้านบาทที่ช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันให้คนขับ (13 บาท/เที่ยว) กำลังจะหมดลงต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งบริษัทกำลังเร่งหามาตรการเยียวยาขั้นต่อไป
- แผนสำรอง: หากสถานการณ์รุนแรงจนคนออกนอกบ้านน้อยลง จะใช้วิธีย้ายงบการตลาดจากฝั่ง "เรียกรถ" ไปอัดฉีด "โปรโมชันอาหาร" แทน เพื่อกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้าและรายได้ให้ไรเดอร์
2. ทางออกยั่งยืน: เปลี่ยนผ่านสู่ EV
- Grab ดันการใช้รถไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง เพราะช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ถึง 60-70%
- ปัจจุบันมีโปรแกรมเช่า/ผ่อน รถ EV สำหรับคนขับเริ่มต้นเพียงเดือนละ 8,000 - 11,000 บาท เพื่อลดความผันผวนจากราคาน้ำมันในระยะยาว
3. ทิศทางใหม่ปี 2569: จากแอปเรียกรถสู่ "แหล่งเงินทุน"
- Grab Quick Cash: เปิดตัวสินเชื่อเงินสดสำหรับ "ลูกค้าทั่วไป" ครั้งแรก วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนนาน 6 เดือน
- ใช้ AI ประเมินเครดิต: ใช้ฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานแอป (เช่น ความถี่การไปสนามบิน, รูปแบบการสั่งอาหาร) มาวิเคราะห์ความเสี่ยงแทนการใช้เอกสารรายได้แบบเดิม ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ดีมากโดยมีหนี้เสีย (NPL) ต่ำเพียง 2% กว่าๆ เท่านั้น
4. นวัตกรรมใหม่ที่ต้องจับตา
- Group Ride: ฟีเจอร์นั่งรถคันเดียวกับเพื่อนแล้วหารค่าโดยสารในแอปได้เลย
- AI Shopping: ใช้เสียงหรือรูปภาพในการค้นหาสินค้าบน GrabMart
- จับมือโรงแรม: ร่วมกับเครือ IHG ให้แขกโรงแรมเรียก Grab แล้วรวมค่ารถไปกับบิลห้องพักได้ทันที
Grab กำลังปรับตัวจากการเป็นเพียง Platform เชื่อมต่อ มาเป็น Data-Driven Company เต็มรูปแบบ โดยใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้มาต่อยอดสู่ธุรกิจการเงิน ซึ่งเป็นโมเดลที่สร้างกำไรได้ยั่งยืนกว่าในยุคที่ต้นทุนพลังงานไม่แน่นอนครับ