เมื่อเวียดนามจ่อมี "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ก่อนไทย
ในโลกยุคใหม่ "ความมั่นคงทางพลังงาน" ไม่ใช่แค่เรื่องมีไฟฟ้าใช้ แต่คือเครื่องยนต์หลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุกจากทั่วโลก ล่าสุดเวียดนามได้เดินเกมรุกด้วยการลงนามความร่วมมือกับรัสเซีย เพื่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่โครงการ Ninh Thuan 1 ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงถึง 2,400 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ภายในปี 2031
ทำไมก้าวนี้ของเวียดนามถึงน่ากลัวสำหรับไทย?
- จุดแข็งที่กำลังจะเปลี่ยนมือ: เดิมทีประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเรื่อง "ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ" สูงกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้นักลงทุนต่างชาติ (FDI) มั่นใจที่จะเข้ามาตั้งโรงงาน แต่หากเวียดนามมีนิวเคลียร์ขนาดใหญ่เข้ามาเสริมทัพในปี 2031 เขาจะแก้ปัญหาไฟดับซ้ำซากได้เด็ดขาด และอาจกลายเป็นเบอร์หนึ่งด้านพลังงานแทนเรา
- ไทยขยับตัวช้ากว่าถึง 6 ปี: ตามแผน PDPA2024 ของไทย เราเลือกใช้เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (600 เมกะวัตต์) ซึ่งแม้จะมีความปลอดภัยสูงและยืดหยุ่นกว่า แต่กว่าจะเริ่มใช้งานได้จริงก็ราวปี 2037 ระยะห่าง 6 ปีนี้อาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
- เกราะป้องกันวิกฤตราคาน้ำมันโลก: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานผันผวน การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่พึ่งพาตนเองได้ช่วยให้เวียดนามควบคุมไฟได้นิ่งกว่า ลดภาระค่าครองชีพประชาชน และทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำลงกว่าไทย
ก้าวสำคัญสู่ Net Zero
ปัจจุบันเวียดนามยังพึ่งพาถ่านหินสูงถึง 40% แต่การนำนิวเคลียร์เข้ามาจะช่วยให้เขาลดการปล่อยคาร์บอนได้แบบก้าวกระโดด สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ต้องการพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกใช้ตัดสินใจเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุน
สงครามพลังงานครั้งนี้เวียดนามเลือก "ความเร็วและขนาดใหญ่" (Large-scale) ส่วนไทยเลือก "ความยืดหยุ่นและเทคโนโลยีใหม่" (SMR) แต่คำถามคือ ในวันที่โลกหมุนเร็วขนาดนี้ เราจะทนแบกรับ "ค่าเสียโอกาส" จากความล่าช้าไปได้นานแค่ไหน?
Tags:
ข่าวไอที