สหรัฐฯ สั่ง "ตัดไฟแต่ต้นลม" แบนซอฟต์แวร์รัสเซีย Kaspersky พ้นรัฐบาล

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในกฎหมายฉบับใหม่ที่ส่งผลสะเทือนวงการไซเบอร์ซีเคียวริตี้ โดยสั่ง "ห้าม" หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ทั้งหมดใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากบริษัท Kaspersky Lab ของรัสเซียอย่างเด็ดขาด เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงระดับชาติ

ประเด็นสำคัญที่ต้องรู้

  • คำสั่งที่เข้มข้นขึ้น: จากเดิมที่เป็นเพียงคำสั่งชั่วคราวจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ในช่วงเดือนกันยายน ตอนนี้ได้ถูกยกระดับเป็น "กฎหมาย" อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมอยู่ในกฎหมายงบประมาณกลาโหม (NDAA) ปี 2018
  • เหตุผลด้านความมั่นคง: รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลว่า Kaspersky อาจมีความใกล้ชิดกับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลรัสเซีย (FSB) และซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสซึ่งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลระดับสูงในเครื่องคอมพิวเตอร์ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสอดแนมหรือแทรกแซงระบบของรัฐฯ
  • เสียงจากวุฒิสมาชิก: จีน ชาฮีน (Jeanne Shaheen) หัวหอกในการผลักดันเรื่องนี้ระบุว่า นี่คือมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องประชาธิปไตยและระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลจากการแทรกแซงโดยต่างชาติ
  • Kaspersky โต้กลับ: ทางบริษัทยืนยันความบริสุทธิ์ใจมาโดยตลอดว่า "ไม่เคยและไม่คิดจะช่วยรัฐบาลรัสเซียสอดแนมใคร" พร้อมมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้อิงจากเรื่องการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าข้อเท็จจริงทางเทคนิค

ไทม์ไลน์การดำเนินการ

  • กันยายน: หน่วยงานรัฐต้องเริ่มถอนการติดตั้งภายใน 90 วัน
  • ธันวาคม: ทรัมป์ลงนามกฎหมายแบนอย่างเป็นทางการ
  • อนาคต: มีแนวโน้มว่าการแบนอาจขยายวงกว้างไปสู่ภาคเอกชน หรือพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแอนตี้ไวรัส แต่มันคือ "สงครามเย็นไซเบอร์" ที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเรื่องของฟังก์ชันการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องของ "ที่มาและความเชื่อใจ" กลายเป็นปัจจัยหลักในการเลือกใช้เทคโนโลยีในปัจจุบันครับ