เจาะลึกผลสำรวจ ความพร้อมทางดิจิทัล 9 อุตสาหกรรมมาแรงปี 2026
ทศวรรษ 2020 ได้กลายเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวที่ดีที่ที่สุดของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ จากการเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการรับมือวิกฤต COVID-19 ไปสู่ยุคที่ AI ทำหน้าที่มากกว่า “เครื่องมือช่วยงาน” แต่กลายเป็น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและพลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์องค์กร ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขัน การเติบโต และความอยู่รอดของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานใดที่มี ความพร้อมทางดิจิทัล ก็เท่ากับมีแต้มต่อทางธุรกิจนำหน้าคู่แข่งไปแล้ว
แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการลงทุนด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนความจริงที่ท้าทายว่าองค์กรไทยจำนวนมากยังติดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ภาพลวงตาความพร้อมทางดิจิทัล (Digital Readiness Illusion) ที่ทำให้เชื่อว่าองค์กรมี ความพร้อมทางดิจิทัล แล้ว แต่ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบทางเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น ช่องว่างด้านทักษะ (Skill Gap) วัฒนธรรมองค์กรแบบไซโล (Siloed Execution) การใช้เทคโนโลยีแบบไม่มีประสิทธิภาพ (Underutilized Tools) และการขาดการบูรณาการระบบข้อมูล-AI ที่พร้อมต่อการใช้งาน ล้วนเป็นตัวฉุดรั้งขีดความสามารถขององค์กรไทยทั้งสิ้น
ด้วยความตระหนักถึงความเปลี่ยนเปลงครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล สถาบัน Digital Transformation Academy จึงได้พัฒนากรอบการประเมิน Digital Readiness ความพร้อมทางดิจิทัล 4 ระดับ ซึ่งสะท้อนทั้งมิติด้านกลยุทธ์ ความเป็นผู้นำ ประสบการณ์ลูกค้า กระบวนการ คน วัฒนธรรม องค์กร และเทคโนโลยี ทำให้ผู้บริหารทุกภาคส่วนสามารถประเมินสถานะขององค์กรได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ใช้ในการออกแบบแผนการกรานส์ฟอร์มองค์กรและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน
เพราะปี 2026 คือ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ขององค์กรไทย เป็นปีที่ทุกองค์กรต้องตัดสินใจว่าจะเพียง “ผู้ตามการเปลี่ยนแปลง” หรือจะก้าวขึ้นเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและความได้เปรียบทางการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
โดย Digital Maturity Model ทำหน้าที่ช่วยให้องค์กร ระบุสถานะปัจจุบันของการพัฒนาดิจิทัล เพื่อให้สามารถปรับปรุงอย่างเป็นระบบพร้อมทั้งกำกับและติดตามความก้าวหน้าตามแผนงานได้อย่างต่อเนื่อง องค์กรจำเป็นต้องทราบระดับ ความพร้อมทางดิจิทัลในปัจจุบันของตนเองก่อน เพื่อกำหนดความจำเป็นในการพัฒนาและยกระดับในแต่ละด้าน
ทั้งนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการสำรวจ ความพร้อมทางดิจิทัล ในครั้งนี้ ทาง สถาบัน Digital Transformation Academy ได้เจาะลึกไปที่ 9 อุตสาหกรรรมมาแรงในประเทศไทย ได้แก่
เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry)
สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products)
ธุรกิจการเงิน (Financials)
ทรัพยากร (Resources)
รัฐบาลและบริการสาธารณะ (Governance & Public Services)
อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (Property & Construction)
สินค้าอุตสาหกรรม (Industrials)
บริการ (Services)
เทคโนโลยี (Technology)
โดยการสำรวจนี้มีข้อค้นพบสำคัญ คือ
กลุ่มเทคโนโลยีคือ “หัวขบวนดิจิทัล”ของไทย
กลุ่มเทคโนโลยีของไทยไม่ได้แค่มี ความพร้อมด้านดิจิทัล มากกว่าใคร แต่กำลังกลายเป็นแรงโน้มถ่วงดิจิทัล ให้ทั้งระบบเศรษฐกิจ ที่กำหนดความเร็วและทิศทางการทรานส์ฟอร์มของทั้งประเทศและองค์กรในอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียง “ใช้ดิจิทัล” แต่ผสานดิจิทัลเข้าไปในกลยุทธ์และการดำเนินงานอย่างเป็นระบบแล้ว ด้วยคะแนนด้าน Technology และความพร้อมโดยรวบที่นำหน้าหน้ากลุ่มอื่น สนับสนุนให้ธุรกิจเทคโนโลยีกลายเป็น ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม ให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งในรูปแบบ Cloud, 5G, AI Platform และ Digital Ecosystem ผลคือ กลุ่มเทคโนโลยีมีบทบาททั้งในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศ และในขณะเดียวกันก็อาจขยายช่องว่างระหว่างองค์กร “ผู้นำ” กับองค์กร “ผู้ตาม”
นอกจากนั้น องค์กรเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนแบบ Digital-First & Al-First และมีมิติ Strategy และ Leadership อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารในกลุ่มเทคโนโลยีมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลายองค์กรเคลื่อนจากบทบาท “Telco / IT Provider” ไปสู่การเป็น Tech-Co และแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่กำหนดทิศทางตลาดด้วยตนเอง
ภาคการเงิน คือ ห้องทดลองทางดิจิทัล
ภาคการเงินไทยเป็น “แนวหน้า” ของความพร้อมดิจิทัลในประเทศ จัดอยู่ในระดับ Level 3: Harmonizers แสดงให้เห็นว่าองค์กรส่วนใหญ่สามารถผสานกลยุทธ์ดิจิทัลเข้ากับธุรกิจหลักและเดินโครงการ Digital & Al Transformation อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากคะแนนมิติต่างๆ ที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง องค์กรภาคการเงินไทยกำลังก้าวจาก Digital-First ไปสู่ AI-First อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างงานและทักษะแรงงานในระยะยาว องค์กรจึงต้องวางแผน Reskill และออกแบบบทบาทงานใหม่อย่างเป็นระบบควบคู่กันไป
ภาคบริการกำลังก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน
จุดแข็งของภาคบริการในยุคนี้ คือ “ประสบการณ์ลูกค้าและเทคโนโลยีหน้าร้าน” เพราะมิติ Customer Experience และ Technology มีคะแนนสูงสุดของกลุ่มบริการ สะท้อนว่าองค์กรส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับหน้าร้าน เช่นแพลตฟอร์ม Omnichannel, ระบบจองคิว, ระบบอีคอมเมิร์ซ, บริการเดลิเวอรี ลูกค้าจึงรู้สึกว่า “บริการไทยเข้าใกล้ความเป็นดิจิทัลแล้ว” แม้เบื้องหลังบางส่วนจะยังเป็น Manual อยู่มาก
แต่ถึงอย่างไรช่องว่างทักษะดิจิทัลของบุคลากรเป็นจุดอ่อนหลัก เพราะมิติ People เป็นคะแนนต่ำสุดของกลุ่มบริการ สะท้อนปัญหา “Skills Gap” โดยเฉพาะในแรงงานแนวหน้า (หน้าร้าน, บริการลูกค้า, ขนส่ง)และผู้จัดการระดับกลาง ที่จำเป็นต้องใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้นแต่ยังไม่ได้รับการ Upskill/Reskill อย่างเป็นระบบ การขับเคลื่อน Human + AI ยังเกิดเฉพาะในองค์กรใหญ่ ไม่ได้ขยายสู่ทั้งอุตสาหกรรม
ขณะที่โครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรเริ่มปรับ แต่ยังติด Silo ระหว่างแผนกองค์กรจำนวนมากมีทีมดิจิทัลแล้ว และการทำงานข้ามสายงานระหว่างการตลาด หน้าร้าน ฝ่ายไอที และโลจิสติกส์ยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร หลายแห่งยังทำดิจิทัลแบบ “โครงการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” ไม่ใช่การเปลี่ยนทั้งองค์กร ทำให้ศักยภาพของข้อมูลแลและเทคโนโลยีถูกใช้ไม่เต็มที่
ภาคเกษตรและอาหารของไทย กำลังเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่สำคัญ
การสำรวจนี้ ค้นพบว่า Operation บางส่วนใน ภาคเกษตรและอาหารของไทย เริ่ม “Smart” แต่ห่วงโซ่อุปทานยังไม่เชื่อมต่อฟาร์มและโรงงานขนาดใหญ่เริ่มใช้เซ็นเซอร์ loT, ระบบให้อาหารอัตโนมัติ, ระบบติดตามการผลิตและคุณภาพ แต่ระบบข้อมูลตั้งแต่ “แปลง-โรงงาน-ตลาด” ยังไม่ต่อกัน ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมและการมองภาพรวมแบบ Real-time ยังจำกัด
นอกจากนั้น ยังพบว่าช่องว่างทักษะดิจิทัลของคน คือ คอขวดใหญ่สุดคนรุ่นใหม่/ทายาทฟาร์มมีความพร้อมใช้เทคโนโลยี แต่สัดส่วนยังน้อยเมื่อเทียบกับเกษตรกรดั้งเดิม แรงงานจำนวนมากขาดทั้งทักษะดิจิทัลพื้นฐานและการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต ทำให้โครงการ Smart Farming หลายแห่งยังขยายผลได้จำกัด
ขณะที่ การเชื่อมเกษตรกร-ผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์, e-Marketplace หรือระบบ Traceability ยังเป็นส่วนน้อย ลูกค้าปลายทางจึงยังไม่สัมผัส “ประสบการณ์ดิจิทัล” ที่สะท้อนที่มาของสินค้าความยั่งยืน และคุณภาพได้อย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพร้อมใช้ แต่ยังไม่สามารถแปลงผลลัพธ์ได้อย่างเต็มที่
“ภาครัฐมีศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ยังขาดศักยภาพของคน องค์กร กระบวนการ และวัฒนธรรมที่สอดรับกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลลัพธ์เชิงนโยบายและบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ” นี่คือข้อค้นพบสำคัญ ที่มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า “มีเครื่องมือพร้อม” แต่ “ใช้ไม่เต็มศักยภาพ” โดยภาครัฐลงทุนวางรากฐานดิจิทัลค่อนข้างครบทั้งนโยบาย กฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานกลาง แต่การนำไปใช้จริงในงานประจำวันของหน่วยงาน ส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่ที่การ “แปลงงานเดิมให้เป็นดิจิทัล” มากกว่าการออกแบบบริการใหม่หรือกระบวนการใหม่ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นแกนหลัก ทำให้ผลลัพธ์ยังไม่สะท้อนศักยภาพของการลงทุนที่ลงไป
นอกจากนั้น ยังพบว่าจุดแข็งอยู่ที่แผนและเทคโนโลยี – จุดอ่อนอยู่ที่คน ข้อมูล และการปฏิบัติ ทั้งที่ในภาพรวมหน่วยงานส่วนใหญ่มีแผนและนโยบายด้านดิจิทัลอยู่ในระดับดี และเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง Cloud, Big Data, AI ในหลายภารกิจ แต่กลับมีช่องว่างชัดเจนในมิติคน องค์กร วัฒนธรรม และกระบวนการทำงาน บุคลากรจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลที่จำเป็น ขณะที่การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ ตัดสินใจ และออกแบบนโยบายยังอยู่ในระดับเริ่มต้น ส่งผลให้ “เครื่องมือ” ที่มีไม่ถูกแปลงเป็น “ผลลัพธ์” ที่จับต้องได้
เทรนด์อุตสาหกรรมมาแรงในปี 2026
Tags:
ข่าวสาร






