วิศวฯ จุฬาฯ ชู "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR" ทางรอดพลังงานสะอาดอนาคตไทย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาสนับสนุนการนำ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) มาเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนอนาคตพลังงานของประเทศไทย โดยมองว่า SMR เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน

ทำไม SMR ถึงเป็นคำตอบใหม่?

  • ความปลอดภัยสูง: SMR เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ที่โดดเด่นด้วย ระบบความปลอดภัยแบบพึ่งพาตนเองได้ (Passive Safety System) ซึ่งอาศัยหลักการทางธรรมชาติ (เช่น แรงโน้มถ่วงหรือการระบายความร้อนแบบธรรมชาติ) ในการหยุดทำงานของเครื่องปฏิกรณ์ได้อย่างปลอดภัยโดยอัตโนมัติในภาวะฉุกเฉิน โดยไม่ต้องพึ่งพาแหล่งจ่ายไฟภายนอกเหมือนโรงไฟฟ้ารุ่นเก่าที่เคยประสบปัญหาที่ฟุกุชิมะ
  • ขนาดเล็กและกำลังผลิตที่ยืดหยุ่น: SMR มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (ที่มักมีกำลังผลิตประมาณ 1,000 เมกะวัตต์) ทำให้สามารถติดตั้งในพื้นที่จำกัดได้ง่ายขึ้น
  • พลังงานสะอาดที่มั่นคง: เป็นแหล่งพลังงานที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Zero-Carbon) และสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา (Baseload Power) ต่างจากพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ

เส้นทางนิวเคลียร์ไทย: ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลับมา

โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทยเคยถูกพูดถึงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 และนำไปสู่การก่อตั้ง ภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นสถาบันเดียวที่เปิดสอนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร

อย่างไรก็ตาม โครงการต้องหยุดชะงักลงด้วย 2 ปัจจัยหลักในอดีต:

  1. การค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในช่วงปี พ.ศ. 2520
  2. ความกังวลของประชาชนที่เพิ่มขึ้นหลังเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่เชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ

ปัจจุบัน SMR ได้รับการบรรจุกลับเข้ามาในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุดของไทย เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและมาพร้อมกับความปลอดภัยที่สูงขึ้น ทำให้เป็นทางเลือกที่สำคัญในการช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี 2593 และ Net Zero Emissions ภายในปี 2608

สถานะ SMR ทั่วโลก

แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ SMR กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR ที่ใช้งานจริงแล้ว 2 แห่ง คือ ที่ติดตั้งบนเรือในรัสเซีย และอีกแห่งที่จีน นอกจากนี้ยังมีหลายประเทศ เช่น แคนาดาและสหรัฐอเมริกา ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมพื้นที่สำหรับโครงการ SMR อีกหลายสิบแห่ง ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 จะมี SMR เกิดขึ้นอีกหลายแห่งทั่วโลก