3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนสู่ประชาชน


ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ (ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์) และบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ กำลังหารือแนวคิดปฏิวัติวงการ นั่นคือ "ให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นในบริษัท AI เพื่อนำกำไรมหาศาลกระจายกลับคืนสู่ประชาชน"

ชนวนเหตุมาจากความกังวลของสังคมเรื่อง AI แย่งงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากดาต้าเซ็นเตอร์ และการตรวจสอบที่เข้มงวดจากรัฐจนทำให้การเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ล่าช้า OpenAI (นำโดย Sam Altman) จึงเสนอทางออกให้รัฐบาลถือหุ้นบริษัท 5% เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองและแบ่งปันผลประโยชน์สู่สังคม

โดยมีการวิเคราะห์ 3 โมเดลหลัก ที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้ช้อนมูลค่าจาก AI มาคืนให้ประชาชน ดังนี้ครับ:

1. เก็บภาษีเป็น "หุ้น" แทนเงินสด

  • แนวคิดจาก: Bernie Sanders (วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ)
  • วิธีทำงาน: บังคับให้บริษัท AI จ่ายภาษีครั้งเดียวเป็น "หุ้น" ในสัดส่วนสูงถึง 50% เข้ากองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และให้ประชาชนส่งตัวแทนร่วมนั่งเป็นบอร์ดบริหารเพื่อคุมทิศทางบริษัท ไม่ให้กลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยีกลุ่มเล็กๆ ผูกขาดองค์ความรู้ของมนุษยชาติ
2. รัฐให้เงินสนับสนุน แลกกับการถือหุ้น (Minority Share)

  • วิธีทำงาน: รัฐบาลควักเงินอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์, ชิปประมวลผล) แลกกับการเข้าไปถือหุ้นส่วนน้อย เหมือนที่เคยทำกับ Intel (ถือหุ้น 10% ผ่าน CHIPS Act) หรือบริษัทควอนตัมคอมพิวติ้ง
  • ข้อควรระวัง: นักวิเคราะห์เตือนว่า โมเดลนี้อาจทำให้บทบาทของรัฐบิดเบือน จาก "ผู้คุมกฎ" กลายมาเป็น "นักธุรกิจ" ที่จ้องแต่จะเอาผลกำไรแทน
3. จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ (Public Wealth Fund)

  • แนวคิดจาก: OpenAI และ Anthropic
  • วิธีทำงาน: ตั้งกองทุนเลียนแบบ 'Alaska Permanent Fund' (กองทุนน้ำมันของรัฐอะแลสกา) โดยให้รัฐถือหุ้น AI ผ่านกองทุนนี้ แล้วนำผลตอบแทนหรือเงินปันผลดิจิทัล (Digital Dividend) ไปกระจายให้ประชาชนโดยตรงในรูปแบบสวัสดิการ การศึกษา หรือเงินปันผล เพราะมองว่า AI เติบโตได้ก็เพราะใช้ข้อมูลสาธารณะของประชาชน
ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างรายได้รัฐบาลในอนาคต เพราะถ้าทำสำเร็จ รัฐจะมีรายได้มหาศาลจากมูลค่าหุ้น AI ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้วิธีขึ้นภาษีประชาชนตรงๆ แต่อย่างใดครับ